ตั้งแต่เฟซบุ๊ก (Facebook) ประกาศรีแบรนด์เป็นเมตา (Meta) เตรียมพร้อมก้าวสู่ โลกใหม่ที่ยังไม่เคยมีมนุษย์คนไหนก้าวข้ามไปถึง วงการ Social Commerce เลยถึงคราวต้อง ปรับตัวไปตามๆ กัน เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้ทันเวลา
Social Commerce คือการซื้อขายผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยตรง เหมารวม ทุกขั้นตอนตั้งแต่ผู้บริโภคค้นหาสินค้าที่ตัวเองต้องการ – หาข้อมูล ดูรีวิวสินค้า – รวบรวมข้อมูล ประกอบการตัดสินใจ – ตัดสินใจซื้อ = ยอดขาย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีสื่อหลากหลายที่รองรับ Social Commerce หรือการซื้อขาย สินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย อาทิ Instagram, Facebook, Twitter, LINE โดยทุกช่องทางเป็น แหล่งซื้อขายของออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ขายและผู้ซื้อ ซื้อขายสินค้ากันได้ทันที ผ่านการ คลิ๊กตามขั้นตอนเพียงไม่กี่ครั้ง การซื้อขายก็เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว
ไม่ว่าคุณจะเปิดหน้าร้านออนไลน์บนช่องทางโซเชียลใด การเข้าไปใช้งานอย่างต่อเนื่อง มีการอัพเดทสินค้าใหม่ๆ อยู่เสมอ ยิ่งช่วยให้หน้าร้านของคุณดูน่าเชื่อถือ น่าติดตาม สร้างยอด ขายได้มากกว่าหน้าร้านที่ไม่ขยันอัพเดทสินค้าใหม่ใดๆ เลย
“รู้เค้า รู้เรา รบร้อยครั้งชนะ 101 ครั้ง” ถึงเวลาดันแบรนด์ให้ติดอันดับในใจผู้บริโภค ด้วยการใช้ Social Commerce นี่ล่ะ เพราะแทนที่จะเกิดการซื้อขายแค่ครั้งเดียวจบ คุณก็ใช้ Social Commerce ซื้อขาย ไปพร้อมๆ กับสร้างความสัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้นในระยะยาว อาทิ มอบส่วนลดพิเศษสำหรับการสั่งซื้อครั้งต่อไป, สะสมแต้มแลกของขวัญ ฯลฯ
วันพ่อผ่านไป ปีใหม่ใกล้เข้ามา ไหนจะวันวาเลนไทน์ สงกรานต์ที่ใกล้จะมาถึง ใช้โอกาส จากเทศกาลแห่งความสุขเหล่านี้ จัด Set ของขวัญ, จัดโปรโมชั่นเสิร์ฟให้ลูกค้าเก่าโดยเฉพาะ ผ่าน Social Commerce ที่มี เพิ่มโอกาสสร้างยอดขาย สร้างอัตราการซื้อซ้ำ ไม่ต้องลงทุนหา ลูกค้าใหม่เข้าร้าน เพราะลูกค้าเก่าส่วนใหญ่มีความหลงใหลในแบรนด์อยู่แล้ว [Brand loyalty]
ลืมไปเลยว่าลูกค้าต้องหยิบบัตรเครดิตมากรอกข้อมูล, เปิดแอพบนโทรศัพท์มือถือ สแกน QR Code เพื่อจ่ายเงิน เพราะการซื้อขายผ่าน Social Commerce ง่ายดายกว่านั้นเยอะ แค่คุณมีหน้าร้านบน Social Commerce ก็ช่วยขั้นตอนการชำระเงินที่แสนยุ่งยากให้หายไป อำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น ร้านค้าสร้างยอดขายได้มากกว่าเดิม
ด้วยความที่ Social Commerce เป็นการซื้อขายผ่านโซเชียลมีเดียโดยตรง คุณก็ย่อมได้ ประโยชน์จากส่วนนี้โดยตรง ทุกครั้งที่มีการซื้อขายเกิดขึ้น
อาทิ ได้รับฟีดแบคหลังได้ใช้สินค้า จากลูกค้าตัวจริงที่สั่งซื้อสินค้ากับคุณ, ได้รวบรวม เก็บข้อมูลของลูกค้า ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสินค้า / แบรนด์ ในอนาคต ฯลฯ เมื่อคุณ มีข้อมูลลูกค้าในมือแน่นปึ๊กแล้ว แบรนด์ก็ไม่จำเป็นต้องทำ research ใหม่ให้ยุ่งยาก เพราะ สามารถนำข้อมูลนี้ไปวางแผนการตลาดในปีต่อๆ ไปได้ทันที ไม่ต้องโยนหินถามทาง
จากสถิติของ Global Digital Report 2021 พบว่า “คนไทยใช้โซเชียลมีเดียมากเป็นอันดับ 1 ของโลก คิดเป็น 78% ของผู้ใช้งานทั้งหมด” นอกจากนี้ยังมีการสำรวจพบว่าผู้ใช้งาน โซเชียลมีเดียกว่า 48% ชอบซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์ การใช้ Social Commerce เพื่อการ ซื้อขายตั้งแต่ตอนนี้ จึงเพิ่มโอกาสให้คุณได้เจอกับลูกค้าที่มีกำลังซื้อและพร้อมซื้อได้ทันที ไม่ต้องหว่าน Ads ไปเจอลูกค้าขาจรที่ไม่ได้สนใจสินค้าของคุณแบบจริงๆ อีกต่อไป
ไม่ใช่แค่เฟซบุ๊กมีการรีแบรนด์ใหม่ แต่เฟซบุ๊กยังขยันขยับปรับเปลี่ยนกฎการยิงโฆษณาอยู่บ่อยครั้ง นับเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการทำยอดขายของหลายๆ แบรนด์ แต่ Social Commerce นั้นแตกต่าง เพราะช่วยให้การทำโฆษณาของคุณแม่นยำยิ่งขึ้น มีข้อมูลลูกค้าแสดงไว้ชัดเจน แม่นยำ ทำให้คุณนำข้อมูลเหล่านั้นไปทำโฆษณาได้ตรงกลุ่มเป้าหมายหลักมากยิ่งขึ้น สร้าง ยอดขายได้มากกว่า เพราะสินค้าที่ใช่ > ไปเจอกับลูกค้าที่มีความต้องการซื้อพอดิบพอดี [Hyper target your prime audience]
สรุปง่ายๆ คือ Social Commerce ลูกค้าสามารถเลือกดูสินค้า อ่านรีวิว คอมเม้นท์จากลูกค้าคนก่อนๆ เพื่อตัดสินใจซื้อ ทำการสั่งซื้อสินค้าและจ่ายเงินได้ทันทีผ่านแพลตฟอร์ม / ช่องทางโซเชียล “ช่องทางเดียว” จบเลย ไม่ต้องสลับหน้าจอ ข้ามแพลตฟอร์มไปมาเหมือน การซื้อขายบน Social Media Marketing
มอบประสบการณ์ซื้อขายที่ดีให้กับลูกค้าของคุณบน Social Commerce เพิ่มอัตราการ ซื้อซ้ำ มีฟีเจอร์หลากหลาย ใช้งานง่ายทั้งแบรนด์และลูกค้าของคุณ
รายละเอียดเพิ่มเติม >> https://www.ctpcrm.tech
สนใจระบบ CRM มองหาผู้ช่วยสร้างยอดขายให้กับธุรกิจ ไม่ต้องแบกรับต้นทุนสูงให้หนัก ลงทุนครั้งเดียวคุ้มค่า สร้างยอดขายทั้งในระยะสั้น – ระยะยาว